ตอนนี้ก็ใกล้เที่ยงคืนแล้ว.. อีก 15 นาทีจะเที่ยงคืน
ผมคงต้องเลือกลงสถานีใดสถานีหนึ่ง
ก่อนที่ "..การรถไฟแห่งชีวิต.." จะปิดทำการ
ผมจับรถไฟเที่ยวแรกในเช้าวันนี้อย่างรีบร้อน
เพียงเพื่อจะมาพบปะเพื่อน ๆที่ได้เคยพบเจอกันบนรถไฟ
ผมพบเพื่อนหลายคนยิ้มแห้ง ๆ บอกกับผมอย่างเศร้า ๆ ว่า
"..เมื่อวานนี้เกือบจะไปถึงสถานีความรักแล้วเชียวแต่เราไม่กล้าพอที่จะลง.."
ผมได้แต่มองเพื่อนอย่างสงสารจับใจ
เขาคนนี้ขึ้นรถไฟบ่อยกว่าผมเสียอีก
และหลายครั้งก็เกือบจะได้ลงที่ "..สถานีความรัก.." แล้วด้วย
เพื่อนผมคนนี้มักจะขึ้นรถไฟที่ "..สถานีความเหงา.." ทุก ๆ วัน
ต่างกับผมที่ว่าผมขึ้นที่ "..สถานีการค้นหา.." ผมจึงไม่รีบร้อนไปสู่สถานีความรักมากนัก
เพราะมีอีกหลายสถานีที่ผมยังไม่ได้แวะลง
หรือบางสถานีนั้นก็เผลอเรอลงเข้าใจผิดคิดว่าถึงสถานีความรัก
แต่วันนี้ผมตั้งใจแล้วว่า..จะต้องไปให้ถึงสถานีความรักให้ได้..
เพื่อนผมอีกคนหนึ่งเป็นชายหนุ่ม
คนนี้ยิ้มเผล่ มาจาก "..สถานีความหลง.."
เมื่อหลายวันก่อนเขารีบร้อนลงที่ "..สถานีความใคร่.." โดยที่ลืมเอาหัวใจไปด้วย
มีผู้หญิงคนหนึ่งเก็บไว้ให้ตั้งแต่วันนั้น เธอถามผมว่า
"..จะบอกเพื่อนคุณดีมั้ยค่ะว่าดิฉันก็เป็นห่วงและอยากคืนใจให้กับเขา.."
ผมได้แต่ยิ้ม ไม่ตอบอะไรและเมียงมองความสัมพันธ์ของทั้งสองที่สวนทางกัน
แต่ผมเชื่อว่าเพื่อนชายของผมคงได้เลือกสถานีที่ได้ลงกับเธออีกไม่นานนี้
ตลอดทั้งวันมานี้ ผมอ่านลำนำ บทชวนเชื่อของสถานีต่าง ๆ
รับฟังคำเล่าขานของผู้คนที่ได้สลักไว้บนฝาผนังรถไฟ บนเบาะ
เกี่ยวกับสถานีต่าง ๆ ที่พวกเขาได้แวะลง
มีคนหนึ่งเล่าว่าเขาขึ้นรถไฟที่สถานีความหลงและลงที่ "..สถานีความตาย.."
และอีกหลายคนก็บอกว่า เลิกที่จะหวังว่าชีวิตนี้จะไปถึงสถานีความรักแล้ว
จึงตัดสินใจที่จะลงตามเบี้ยบ้ายรายทาง สถานีความเหงาบ้าง "..สถานีความเดียวดาย.."บ้าง
ผมก็เคยลงสถานีแบบนี้มาบ้าง แต่ไม่นานก็ต้องจับรถไฟไป "..สถานีความสุข.." ทุกที
ผมพูดคุยพบปะ แลกเปลี่ยนรอยยิ้มกับคนรอบข้างมากมาย
หลาย ๆคนคือคนที่ผมเคยเห็นตั้งแต่ครั้งก่อนที่มานั่งรอ แต่นั้นก็นานมาแล้ว
บางคนก็เขามาทักทาย ถามว่าผมจะลงสถานีใด
พอผมบอกว่า "..ลงสถานีความรักคับ.." เท่านั้นก็ถึงกับส่ายหัวและสบถ
"..ชาตินี้จะมีวันไปถึงเหรอ ไกลก็ไกลรอไม่ไหวหรอก.."
แล้วเขาก็เดินจากไป ทิ้งให้ผมครุ่นคิดว่าจะลงกลางทางเสียดีมั้ย
อีก 15 นาทีจะเที่ยงคืน
ดึกมากแล้วดาวบนฟ้าส่องประกายระยับจับใจคนบนรถไฟที่เหม่อมองขึ้นไป
ลมหนาวพักพรูขึ้นมา...นั่น คนขี้หนาวขอลงที่สถานนีหน้าเสียแล้ว
ผมได้แต่กอดตัวเองไว้มั่นมันแน่นหนาพอที่จะทำให้ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองทีเดียว
ผมเหงา ท้อและเริ่มอ่อนเพลียจากการเดินทางมาทั้งวัน
สถานีข้างหน้าเป็นสถานีของคนอ่อนล้า
หลายคนเดินลงไปเพราะเห็นว่า อย่างไรก็คงไปไม่ถึง
แต่หลาย ๆคนอย่างผมคนหนึ่ง ก็ยังอดทนที่จะรอไปให้ถึงสถานีความรัก
รถไฟเคลื่อนขบวนผ่าน "..สถานีความเข้าใจ.." "..สถานีความเดียวดาย.." "..สถานีความท้อถอย.."
น้ำตาผมไหลอย่างไม่รู้ตัว ผมคงจะทนไม่ได้แล้วหล่ะ
เกือบจะสนองความรู้สึกนั้นในทันที มีมือบางยื่นมาแตะบ่า ละมุน
"..อดทนหน่อยครับคุณอุตส่าห์อดทนมาหลายสถานีแล้ว
ผมมองคุณอยู่นะ แอบเห็นคุณขำ คุณหัวเราะและยิ้ม อยู่บ่อย ๆ
วันนี้ก็ยิ้มหน่อยสิครับ.."
เจ้าของมือบางๆ ผ้าเช็ดหน้าสีฟ้ามาให้ผม ผมจึงส่งรอยยิ้มกลับไป
"..ขอบคุณคับ เรารู้จักกันรึเปล่านี่.." ผมมองหน้าเขาอย่างพยายามนึก
"..ผมเป็นใครเหรอ ก็คงเป็นหลาย ๆ คนที่คุณเดินผ่านและเราอาจจะได้ลงสถานีก็เป็นได้ ใครจะรู้หล่ะจริงมั้ย.."
เขายิ้มอย่างคนอารมณ์ดีแล้วเดินไปตู้ข้างหน้าทิ้งผมไว้กับผ้าเช็ดหน้าและความทรงจำดี ๆ
ผมตัดสินใจเดินตามเขาไปจนทันเห็นแผ่นหลังนั้น
"..คุณลงสถานีข้างหน้ามั้ยคับ ผมว่าเราควรลงแล้ว.."
เขาหันมายิ้มรับ แล้วถามผมอย่างสุภาพว่า
"..แน่ใจหรือครับ ว่า เรา ควรลงได้แล้ว.." เขายิ้มขัน ๆ อีกตามเคย
"..มั้ง ไม่รู้สิผมว่าลงเถอะ ผ่านมาหลายสถานีแล้วนี่.." ผมตอบอย่างงอน ๆ ประสาเด็ก
"..เอาหล่ะ ลงก็ลง ผมว่าเราถึงแล้วหล่ะใช่มั้ยครับคุณ.."
เขาฉวยข้อมือผมก้าวไปที่บันไดรถไฟ พร้อมกันนั้นเสียงประกาศดังก้องไปทั่วทั้งรถไฟดังขึ้นว่า
"..สถานีความรัก ยินดีต้อนรับครับ.."